nakata pamyu

กฎ 10 ข้อสู่ความสำเร็จ จากยอด Producer ของ Kyary Pamyu Pamyu

    เชื่อว่าหลายๆคนที่เป็นแฟนเพลงญี่ปุ่นยุคนี้ทุกคนคงต้องรู้จักชื่อ Kyary Pamyu Pamyu สาวน้อย fashion icon ของ Harajuku ที่มีเพลงน่ารัก สดใส ไพเราะติดหู ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จของ Kyary คือสุดยอดโปรดิวเซอร์แห่งยุค “Yasutaka Nakata” คนนี้นี่เอง! ( มารู้จักกับเขาเพิ่มเติมได้ที่ link นี้ : Yasutaka Nakata สุดยอดโปรดิวเซอร์เบื้องหลัง Perfume , Kyary Pamyu Pamyu )

    หลังจากโพสต์ที่แล้ว เราได้แนะนำประวัติคร่าวๆ ของยอดโปรดิวเซอร์มือทองคนนี้กันไปแล้ว วันนี้เราขอนำเสนอ “10 ข้อกฎทองคำ เคล็ดลับแห่งความสำเร็จประจำตัว ของ Yasutaka Nakata” คนนี้กัน มาดูกันว่าคนเก่งๆ เทพๆ เค้ามีเคล็ดลับอะไร กินอะไร หรือคิดอะไรกันแน่? เราอาจจะเอามาประยุกต์ใช้กับตัวเองหรืองานที่ทำอยู่ได้อย่างดีก็เป็นได้นะ

1. อย่าดองงาน

    ในที่นี้ นากาตะ หมายถึง เขาจะไม่ดองเพลงค้างไว้ เพราะความที่มีเป็นคนขี้เบื่อ มีความสนใจกระเดี๋ยวประด๋าว สมาธิต่อเรื่องหนึ่งๆจึงอยู่ได้แค่ช่วงสั้นๆ ถ้าคิดเพลงออกในหัวแล้วต้องทำเลย และทำให้เสร็จเป็นเพลงๆ ไป
    “พอปิ๊งไอเดียอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วต้องทำเลย เพราะมันเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเรา ต่อสภาพแวดล้อม ณ เวลานั้นๆด้วย ซึ่งถ้าเราไม่ทำจากความรู้สึกสดๆตรงนั้นเลย พอเวลาผ่านไป จะกลับมาทำใหม่ มันก็จะรู้สึกไม่เหมือนเดิมแล้ว ความสดของไอเดียที่เราเคยรู้สึกจะหายไป” ดั่งจิตรกรวาดภาพที่เกิดจากการ “จับความรู้สึก” ต่อเหตุการณ์ของโลกในเวลานั้นๆ นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เพลงของเขาโดนใจเป็นที่นิยมก็เป็นได้

2. อย่าเช่าสิ่งใด

    อย่าเช่าสิ่งใด ถ้าไม่จำเป็น ต้องซื้อเป็นของตัวเองเท่านั้น เขากล่าวว่า ถึงแม้การเช่จะสะดวกกว่า แต่จะเกิด “ความไม่สบายใจ” ที่วันหนึ่ง สิ่งที่ไม่ใช่ของเราก็ต้องคืนเขาไป สตูดิโอทำเพลงที่นากาตะสร้างขึ้น ก็เกิดจากการซื้อ ไม่ใช่เช่า เพราะจะมีบรรยากาศการทำงานที่สบายใจกว่า ไม่ต้องรู้สึกกดดันจนทำให้สมองไม่ปลอดโปร่งตอนทำงาน การซื้อเป็นของตัวเองมันให้ความรู้สึกที่ดีกว่ามากๆ แม้แต่การดูหนัง DVD เขายังซื้อ ถึงแม้จะดูแค่รอบเดียวก็ตาม เพราะอะไรที่เป็นของเรา มันมีอิสระกว่ามากในแง่ของจิตใจ และในความรู้สึกของผู้สร้างงานก็รู้สึกดีกว่าที่มีคนซื้อผลงานตัวเองไป ไม่ใช่เช่า อีกด้วย

3. พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้มากที่สุด

    นากาตะทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่ แต่งเพลง ทำนองดนตรี เนื้อร้อง เรียบเรียงดนตรี บันทึกเสียง mix , mastering งาน จนไปถึงออกแบบปก เขาต้องการควบคุมทุกองค์ประกอบในงานด้วยตัวเอง พองานออกมาแล้วมีคนคอมเม้นท์ว่าดีหรือไม่ดีตรงจุดไหน เขาผู้ซึ่งรู้จักทุกอย่างในงานตัวเองจะได้นำไปปรับแก้ไขถูกจุด ซึ่งการเห็นและควบคุมงานของตัวเองได้ทุกอย่าง มันทำให้เขาพอใจในผลงานมากกว่าการต้องฝากบางส่วนไว้กับคนอื่น

4. กินเบียร์ในผับ

    คือไง ? งงสินะ ปกติเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งทำงาน ทำเพลงคนเดียวอยู่ในสตูดิโอ เลยไม่ค่อยได้เจอใคร ถึงแม้ว่าเขาจะมี event เป็น DJ ไปเปิดแผ่นตาม club ต่างๆ ใน โตเกียว ก็ตาม แต่เขาก็เป็นคนพูดน้อย ค่อนข้างขี้อาย เพราะฉะนั้นเพื่อปรับสมดุลย์ให้กับชีวิต เลยต้องใช้ตัวช่วย โดยการกินเบียร์ 10 นาที ก่อนการขึ้นมิกซ์เพลง เท่านั้นล่ะ พูดไม่หยุดเลย ทักเขาไปทั่ว

5. ปิดเสียง Ringtone

    การที่มีเพลงดังขึ้นมาโดยที่ตัวเขาไม่ได้เป็นคนเปิด ไม่ได้เป็นคนตั้งใจจะฟังเพลงนั้น เป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบ เลยไม่ชอบเสียงริงโทนโทรศัพท์ และปิดมันไว้ตลอด

 

 

 

6. ไม่ฟังเพลงเวลาเดินทาง

    คนส่วนใหญ่เวลาเดินทาง หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นอยู่ มักเปิดเพลงฟังไปด้วย แต่นากาตะ ไม่ได้ใช้เวลาในการฟังเพลงมากขนาดนั้น เพราะเวลาทำสิ่งใดอยู่แล้วมีดนตรีแว่วเข้าหูมา เขามักจะโฟกัสกับดนตรีมากกว่าสิ่งที่ทำอยู่ จึงเสียสมาธิ เขาอยากโฟกัสกับเสียงรอบตัวที่เกิดขึ้นตอนนั้นมากกว่า และ สำหรับเขาแล้ว ดนตรีคือสิ่งที่เขาทำ มากกว่าสิ่งที่ฟัง เวลาที่ชอบฟังดนตรีคือการอยู่หน้าลำโพงซ้ายกับขวา แล้วจดจ้องตั้งใจฟังรายละเอียดดนตรีมากกว่า

7. ไม่กินยา จนกว่าจะวินาทีสุดท้ายจริงๆ

    ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ถ้ายังไหว จะไม่กินยาเลย เคล็ดลับนี้หลายคนก็ใช้ คือการมีสุขภาพดีที่แท้จริง นั่นคือการพึ่งพายาให้น้อยที่สุด ให้ร่างกายได้เยียวยาตัวเอง (จริงๆ เพราะตัวเขาเองไม่ชอบกินยาเอง ฮา)

8. คิดว่าจะกินอะไรก่อนทำงาน

    การกิน คืองานอดิเรกอย่างหนึ่งของเขา ทุกๆวันเวลาทำงานจะชอบคิดว่า “วันนี้จะกินอะไรดีนะ?” ซึ่งบ่อยครั้งก็มักลงเอยด้วยอาหารสุดโปรดของเขาอย่าง “เนื้อดิบ” การหมกมุ่นกับเรื่องกิน และคิดเมนูให้ได้ว่าจะกินอะไรเย็นนี้ ก่อนเริ่มงาน จึงเป็นเหมือนจุดมุ่งหมายของการทำงานแต่ละวัน ที่จะให้รางวัลตัวเองในตอนที่งานเสร็จ
    MEG นางแบบสาว และนักร้องที่เขาทำงานด้วย กล่าวว่า เขามักจะเอาแต่พูดว่า “เนื้อดิบ, เนื้อดิบ.. ” วนๆซ้ำๆ มันเป็นเหมือนแหล่งพลังงานจูงใจในการทำงานของเขา

9. หาแรงบันดาลใจจาก ว่าที่มืออาชีพในนาคต

    เขาชอบไปดูงานนักศึกษา อย่างพวกนักศึกษาแฟชั่น (เพราะชอบแฟชั่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) เนื่องจากนักศึกษาเหล่านี้นั้นเปี่ยมไปด้วยพลังงานแห่งการสร้างสรรค์ ที่ทำงานเพราะว่ามันสนุก การที่ยังไม่ได้ทำงานในสายนั้นจริงๆ ทำให้ยังมีความคิดที่บริสุทธิ์ต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ได้ทำเพราะว่าทำแล้วรวย หรือแบบนี้ขายได้ หรือขายไม่ได้ ยังไม่มีแรงกดดันทางการตลาดและความอยู่รอดเข้ามาเกี่ยว งานของนักศึกษาเหล่านี้จึงมีความสดใหม่ที่เปี่ยมด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ การได้เห็นเหล่าเด็กๆเหล่านี้สนุกกับสิ่งที่ทำ มันทำให้เขามีแรงบันดาลใจในการทำงานอยู่เรื่อยๆ
    ในการทำงานดนตรีของเขาก็เช่นกัน ต้องเริ่มคิดจากว่า มันสนุก และอยากทำเพลงแบบที่ตัวเองคิดว่าดี มากกว่าที่จะคิดว่าเพลงจะขายได้ จะทำเงินได้มาก นั่นเป็น Mind set หลักๆ ประจำใจในการทำงานของเขาเลย ซึ่งนั่นก็คือข้อต่อไป

10. ทำดนตรีในแบบที่ตัวเองอยากได้ยิน

    จริงๆแล้วเขาไม่ได้ชอบเล่นคอนเสิร์ตต่อหน้าคนเยอะๆเท่าไรนัก ถึงไม่ได้เล่นคอนเสิร์ต เขาก็รู้สึกเฉยๆ เขาชอบนั่งอยู่สตูดิโอ และทำเพลงใหม่ๆ มากกว่า การเล่นเพลงนั้นให้คนอื่นฟัง แต่ถ้ามีคนอยากดู เขาก็จะเล่น
    บางครั้งเขาไปดูคอนเสิร์ตของศิลปินที่ชอบมาก แต่ดูไปแค่เพลงที่สามกลับพบว่า ได้แรงบันดาลใจบางอย่างที่เพิ่งคิดออกตอนนั้น และอยากกลับบ้าน แล้วไปนั่งทำเพลงตอนนั้นเลยมากกว่าดูให้จบ ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับเขาอยู่บ่อยๆ ในวันหนึ่งๆ บางทีก็รู้สึกขึ้นมา นึกเพลงออกในหัว แล้วคิดว่า “ถ้าเป็นตอนนี้ ต้องทำเพลงดีๆได้แน่ๆ ต้องทำมันตอนนี้แหละ!”
    ความปรารถนาอย่างยิ่งยวดในการจะสร้างเพลงที่ดีของเขามันล้นเหลือมากมาย และเขาจะทำดนตรีในแบบที่ตัวเองอยากได้ยินเท่านั้น เขาต้องชอบเพลงของตัวเองก่อนที่จะให้คนอื่นมาชอบ

“ต่อให้คนทั้งโลกชอบมัน แต่ผมไม่ชอบ ผมก็ไม่รู้สึกดีกับมัน”

 

    กฎ 10 ข้อนี้ บางข้ออาจจะดูส่วนตัว และเพี้ยนๆบ้าง แต่แล้วผมคิดว่า ใจความสำคัญที่สุด คือ

คุณต้อง “รักในสิ่งที่ทำ” และ “ทำในสิ่งที่รัก” การจริงใจกับงานตัวเองนั้นสำคัญมาก อยากประสบความสำเร็จ จงสร้างสรรค์งานโดยเริ่มจากความคิดที่อยากทำสิ่งที่เราชอบ ที่เราคิดว่าดี ก่อนจะไปคิดแทนคนอื่น

    แม้จะไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องงานดนตรี แต่คิดว่าหลายคนน่าจะเอาไปปรับใช้กับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันได้นะครับ

Share your thoughts