MUSIC FOR BUSINESS

3 เทคนิคสร้างเพลงโฆษณาไวรัล ไม่ยากอย่างที่คิด

3 เทคนิคสร้างเพลงโฆษณาไวรัล ไม่ยากอย่างที่คิด

ในยุคที่ผู้คนเสพสื่ออย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยสิ่งดึงดูดความสนใจมากมาย เพลงโฆษณากลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้แบรนด์โดดเด่นได้อย่างมาก หลายครั้งเราอาจไม่จำสินค้า แต่กลับฮัมท่อนเพลงโฆษณาได้ขึ้นใจ ซึ่งนี่คือพลังของดนตรีที่สามารถเชื่อมโยงความทรงจำกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างแนบแน่น พวกเรามองว่า การสร้างเพลงโฆษณาที่จะกลายเป็นไวรัลไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนอย่างมีระบบ ผสมกับการเล่าเรื่องที่จับใจคนฟัง และยังต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมการเสพสื่อในปัจจุบันที่เน้นสั้น กระชับ และแชร์ต่อได้ง่าย เรามาเจาะลึก 3 เทคนิคสำคัญที่ช่วยให้เพลงโฆษณาของคุณมีโอกาสกลายเป็นไวรัลได้จริง 1. สร้างฮุคที่จำง่ายและร้องตามได้ หัวใจของเพลงโฆษณาไวรัลคือ “ฮุค” หรือท่อนที่คนฟังจำได้ทันที ฮุคที่ดีควรมีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป และมีการใช้ถ้อยคำที่สั้น กระชับ เหมาะกับการจดจำ เช่น การเล่นคำ ซ้ำคำ หรือท่อนร้องที่มีจังหวะเฉพาะตัว กลยุทธ์หนึ่งที่ได้ผลคือการใช้จังหวะที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ฟัง เช่น จังหวะที่เหมาะกับการเต้น TikTok หรือแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ๆ เพราะผู้คนพร้อมจะหยิบมาร้อง เล่น หรือทำคอนเทนต์ต่อทันที ตัวอย่าง โฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีแค่...

3 วิธีเลือกซาวด์ที่ใช่สำหรับโฆษณาของแบรนด์คุณ

3 วิธีเลือกซาวด์ที่ใช่สำหรับโฆษณาของแบรนด์คุณ

เวลาที่เราดูโฆษณาหนึ่งชิ้น หลายครั้งสิ่งที่เราจำได้ไม่ใช่ภาพสวย ๆ หรือตัวหนังสือบนจอ แต่กลับเป็นเสียงดนตรีหรือจังหวะบางอย่างที่ยังติดอยู่ในหัว การเลือกซาวด์ที่ใช่สำหรับโฆษณาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “ประกอบ” แต่เป็นหัวใจที่จะทำให้แบรนด์ถูกจดจำได้ในระยะยาว ในฐานะนักการตลาดดนตรี เราได้เห็นหลายแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ซาวด์อย่างมีกลยุทธ์ เช่น เสียงเปิดแอปพลิเคชัน เสียงจังหวะสั้น ๆ ที่ฟังปุ๊บก็รู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์ไหน สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างคุณค่าทางอารมณ์ให้กับผู้ฟังและทำให้แบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของผู้คน วันนี้เราจะพาไปดู 3 วิธีเลือกซาวด์ที่เหมาะสมสำหรับโฆษณา เพื่อให้แบรนด์ของคุณมีเอกลักษณ์และทรงพลังมากขึ้น 1. เข้าใจตัวตนของแบรนด์ก่อนเลือกซาวด์ เสียงทุกเสียงมีบุคลิกเฉพาะ บางเสียงให้ความรู้สึกอบอุ่นและจริงใจ ขณะที่บางเสียงกลับทำให้รู้สึกหรูหราและทันสมัย ก่อนที่เราจะเลือกซาวด์ สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำความเข้าใจว่าแบรนด์ของเราต้องการสื่อสารแบบไหน ถ้าเป็นแบรนด์กาแฟที่เน้นความเป็นกันเอง อาจเลือกใช้ซาวด์อะคูสติก กีตาร์ หรือเปียโนเบา ๆ ถ้าเป็นแบรนด์เทคโนโลยี เสียงสังเคราะห์แบบอิเล็กทรอนิกส์ที่คมชัดอาจสื่อถึงนวัตกรรมได้ดีกว่า ประสบการณ์ของเราพบว่าหลายแบรนด์พลาดเพราะเลือกซาวด์ที่ไม่สอดคล้องกับตัวตนจริง ๆ สุดท้ายทำให้ภาพลักษณ์ไม่ชัดเจนและผู้บริโภคไม่รู้สึกเชื่อมโยง 2. คิดถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก แม้ซาวด์จะสะท้อนตัวตนแบรนด์ได้...

เสียงแบบไหนเหมาะกับสินค้าและบริการของคุณ?

เสียงแบบไหนเหมาะกับสินค้าและบริการของคุณ?

ทุกแบรนด์ล้วนมี “เสียง” ของตัวเอง แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้สังเกตอย่างชัดเจน แต่ทุกครั้งที่เราได้ยินโฆษณา เพลงประกอบ หรือแม้แต่เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชัน เสียงเหล่านี้คือสิ่งที่สร้างภาพลักษณ์และบุคลิกให้กับสินค้าและบริการ พวกเราเชื่อว่าการเลือกเสียงที่เหมาะสมไม่ใช่แค่รายละเอียดเล็กๆ แต่เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างการจดจำและความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ในระยะยาว ทำไมเสียงจึงสำคัญกับการตลาด เสียงสามารถกระตุ้นอารมณ์ได้รวดเร็วกว่าองค์ประกอบทางการตลาดหลายอย่าง งานวิจัยทางด้านประสาทวิทยาพบว่า สมองของเราสามารถตอบสนองต่อเสียงได้โดยไม่ต้องผ่านการคิดเชิงเหตุผลมากนัก ซึ่งหมายความว่าเพียงไม่กี่วินาที เสียงก็สามารถทำให้ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่น สนุก ตื่นเต้น หรือผ่อนคลายได้แล้ว ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เสียงดนตรีแจ้งเตือนของบางแอปพลิเคชันที่เมื่อได้ยินแล้วเรารู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์อะไร เสียงที่ต่างกัน สร้างความรู้สึกที่ต่างออกไป สินค้าเพื่อความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ แบรนด์ด้านการเงิน ประกัน หรือการแพทย์ มักเลือกใช้เสียงที่ฟังดูหนักแน่น ชัดเจน และจังหวะไม่เร่งรีบ เพื่อสร้างความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย สินค้าเพื่อความสนุกและไลฟ์สไตล์ สินค้ากลุ่มแฟชั่น เครื่องดื่ม หรือบริการออนไลน์ มักใช้เสียงที่มีจังหวะสดใส เบา และทันสมัย เพื่อเชื่อมโยงกับความเป็นตัวตนของกลุ่มเป้าหมาย...

3 เคล็ดลับการแต่งเนื้อเพลงโฆษณาให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย

3 เคล็ดลับการแต่งเนื้อเพลงโฆษณาให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย

เวลาเราฟังโฆษณาที่มีเพลงประกอบ หลายครั้งเราจำได้ไม่ใช่เพราะภาพ แต่เพราะคำร้องที่ติดหู เนื้อเพลงโฆษณาที่ดีจะไม่ใช่แค่คำที่วางทับบนทำนอง แต่มันเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยย้ำตัวตนของแบรนด์และสร้างความทรงจำให้กับลูกค้าได้ยาวนาน การแต่งเนื้อเพลงโฆษณาจึงเป็นทั้งศิลปะและกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยความเข้าใจผู้ฟังอย่างลึกซึ้ง พวกเรามองว่าเพลงโฆษณาไม่ต่างจากการเล่าเรื่องสั้นๆ ที่ต้องกระชับ เข้าใจง่าย แต่มีพลังพอที่จะดึงอารมณ์และเชื่อมโยงกับแบรนด์ในทันที ต่อไปนี้คือ 3 เคล็ดลับที่เราพบว่าได้ผลจริงในการแต่งเนื้อเพลงโฆษณาให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย 1. พูดภาษาเดียวกับผู้ฟัง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกใช้คำที่สะท้อนตัวตนของกลุ่มเป้าหมาย ถ้าเราสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลัก การใช้คำที่เรียบเกินไปอาจทำให้เพลงดูห่างเหิน ในทางกลับกัน หากเป็นกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความอบอุ่นและความน่าเชื่อถือ คำพูดที่อ่อนโยนและจริงใจจะสร้างความผูกพันได้มากกว่า ประสบการณ์จริงจากการทำแคมเปญหนึ่ง เราเคยเขียนเพลงโฆษณาให้กับสินค้าที่จับกลุ่มวัยรุ่น คีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ไม่ได้มาจากการนั่งคิดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการไปฟังบทสนทนาจริงในโลกออนไลน์ ทำให้เพลงออกมาเหมือนเพื่อนพูดกับเพื่อน ผลลัพธ์คือผู้ฟังรู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น 2. สั้น กระชับ และติดหู เนื้อเพลงโฆษณาไม่ควรยาวเกินไป เพราะพื้นที่ของการเล่าเรื่องมีจำกัด การใช้ประโยคสั้นๆ แต่มีจังหวะที่ลงตัว จะช่วยให้ผู้ฟังร้องตามหรือจดจำได้ทันที เหมือนกับสโลแกนที่ดีที่ไม่ต้องอธิบายยืดยาวแต่ทุกคนจำได้ เทคนิคที่พวกเราใช้คือการเขียนออกมาหลายเวอร์ชันแล้วนำไปลองร้องกับทำนองจริง บางครั้งประโยคที่ดูดีบนกระดาษอาจไม่เหมาะกับจังหวะ แต่เมื่อปรับให้เข้ากับเมโลดี้...

5 ขั้นตอนง่ายๆ สร้างเพลงโฆษณาที่ลูกค้าจำไม่ลืม

5 ขั้นตอนง่ายๆ สร้างเพลงโฆษณาที่ลูกค้าจำไม่ลืม

การตลาดในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่หลั่งไหลเข้าหาผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทุกแบรนด์ต่างแข่งขันกันเพื่อให้ลูกค้าหันมาสนใจและจดจำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ “เพลงโฆษณา” ทั้งที่จริงแล้ว เสียงดนตรีและท่วงทำนองมีพลังในการสร้างความผูกพันกับผู้ฟังอย่างลึกซึ้ง พวกเราเชื่อว่าถ้าใช้ให้ถูกวิธี เพลงโฆษณาจะไม่ใช่เพียงแค่ฉากหลัง แต่จะเป็นหัวใจที่ทำให้แบรนด์ถูกจดจำไปอีกนาน เราจะพาไปดู 5 ขั้นตอนที่จะช่วยให้การสร้างเพลงโฆษณาเป็นเรื่องง่ายขึ้น และที่สำคัญคือทำให้ลูกค้าจำแบรนด์ของคุณได้ไม่ลืม ขั้นตอนที่ 1 รู้จักตัวตนของแบรนด์ก่อนลงมือ ก่อนจะหยิบเครื่องดนตรีหรือเปิดซอฟต์แวร์แต่งเพลง เราต้องถามตัวเองให้ชัดว่าแบรนด์นี้อยากสื่อสารอะไร เช่น ถ้าเป็นแบรนด์เครื่องดื่มพลังงาน เสียงควรเร้าใจ มีจังหวะเร็วเพื่อสร้างพลัง ในขณะที่แบรนด์สินค้าสำหรับครอบครัว อาจใช้ทำนองอบอุ่น ฟังแล้วรู้สึกใกล้ชิด เทคนิคจากประสบการณ์: ทีมการตลาดควรทำงานร่วมกับทีมดนตรีอย่างใกล้ชิด เพราะการตีความแบรนด์ผิดไปเพียงนิดเดียวอาจทำให้เพลงที่ได้ไม่ตรงกับตัวตน และทำให้เสียโอกาสในการสร้างความจดจำ ขั้นตอนที่ 2 จับอารมณ์ลูกค้าให้ถูกจุด เพลงที่ดีไม่ใช่แค่มีทำนองติดหู แต่ต้องปลุกอารมณ์ที่ถูกต้อง ลองนึกถึงเสียงดนตรีประกอบโฆษณาโทรศัพท์ที่เน้นความทันสมัย ถ้าเลือกใช้ดนตรีที่ช้าเกินไป อารมณ์ของผู้ฟังจะไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของสินค้า เคสจริง: มีโฆษณาน้ำหอมแบรนด์หนึ่งที่ใช้เพลงป๊อปจังหวะกลาง ๆ...

เคยฟังโฆษณาแล้วจำได้ทั้งปีมั้ย? เพราะ ‘เสียง’ มีพลังแบบนั้น

เคยฟังโฆษณาแล้วจำได้ทั้งปีมั้ย? เพราะ ‘เสียง’ มีพลังแบบนั้น

เคยฟังโฆษณาแล้วจำได้ทั้งปีมั้ย เพราะเสียงมีพลังแบบนั้น เราทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ได้ยินโฆษณาเพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่เสียงหรือทำนองในนั้นกลับติดอยู่ในหัวไปนานหลายเดือนหรือแม้กระทั่งทั้งปี ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะบังเอิญ แต่เกิดจากพลังของ “เสียง” ที่ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ เสียงเป็นภาษาที่เข้าถึงความรู้สึกได้รวดเร็วที่สุด และสามารถกระตุ้นความทรงจำได้ดีกว่าภาพหรือข้อความในหลายกรณี นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ระดับโลกให้ความสำคัญกับการสร้างเอกลักษณ์ทางเสียงไม่แพ้การออกแบบโลโก้หรือสโลแกน เสียงกระตุ้นความรู้สึกได้ทันที สมองของเรามีระบบประมวลผลเสียงที่ทำงานรวดเร็วและเชื่อมโยงกับความทรงจำทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง การได้ยินเสียงบางอย่างสามารถพาเราย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์หรือความรู้สึกเดิมได้ในเสี้ยววินาที ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเสียงเปิดโลโก้ของ Netflix หรือทำนองสั้นๆ ของ Intel เพียงไม่กี่วินาที แต่เราสามารถรับรู้ถึงตัวตนของแบรนด์และบรรยากาศที่แบรนด์ต้องการสื่อทันที ทำไมเสียงจึงสร้างการจดจำได้ยาวนาน จากมุมมองการตลาดดนตรี เราพบว่าเสียงมีความสามารถพิเศษที่เรียกว่า Earworm Effect คือการที่ทำนองสั้นๆ สามารถติดอยู่ในความคิดของเราโดยไม่ตั้งใจ ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่เมโลดี้มีจังหวะและโครงสร้างที่ง่ายต่อการจดจำ ทำให้สมองเล่นซ้ำโดยอัตโนมัติ โฆษณาที่ใช้ทำนองสั้นๆ และซ้ำในหลายสื่อจะสร้างความคุ้นเคยให้ผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว และเมื่อได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง ผู้ฟังจะเชื่อมโยงไปถึงแบรนด์โดยทันทีแม้ไม่ได้เห็นภาพหรือข้อความใดๆ กลยุทธ์สร้างเสียงที่อยู่ในใจผู้ฟัง ระบุอารมณ์ของแบรนด์ก่อน รู้ว่าต้องการให้คนรู้สึกแบบไหน เช่น สนุกสนาน น่าเชื่อถือ...

เพลงประกอบโฆษณาที่ดี ไม่ใช่แค่ Background...แต่มันคือหัวใจของแบรนด์

เพลงประกอบโฆษณาที่ดี ไม่ใช่แค่ Background…แต่มันคือหัวใจของแบรนด์

หลายครั้งที่เราเปิดทีวีหรือดูโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย เรามักจะจดจำภาพหรือข้อความได้ แต่สิ่งที่ติดหูและอยู่ในความทรงจำยาวนานกว่ากลับเป็น “เสียง” หรือ “เพลงประกอบ” นั่นเอง เพลงประกอบโฆษณาไม่ใช่แค่เสียงพื้นหลังที่เติมเต็มความเงียบ แต่มันคือส่วนสำคัญที่สามารถทำให้แบรนด์มีชีวิต และส่งต่ออารมณ์ให้กับผู้ฟังได้อย่างลึกซึ้ง ในยุคที่ผู้บริโภคเจอข้อมูลใหม่ทุกวินาที เสียงเพลงที่ถูกออกแบบอย่างตั้งใจสามารถทำให้โฆษณาโดดเด่นขึ้น และช่วยให้แบรนด์ถูกจดจำได้ดีกว่าการใช้ภาพหรือข้อความเพียงอย่างเดียว เสียงคือการเล่าเรื่องแบบรวดเร็ว สมองมนุษย์สามารถตีความอารมณ์จากเสียงเพลงได้ภายในเวลาเพียงเศษวินาที เพลงประกอบโฆษณาที่ดีจึงทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่งอารมณ์” ที่พาผู้ฟังเข้าสู่บรรยากาศที่แบรนด์ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ลองนึกถึงโฆษณาที่ใช้เสียงเปียโนเรียบง่ายแต่แฝงความอบอุ่น เราอาจรู้สึกถึงความจริงใจและความเป็นมิตรทันที หรือโฆษณาที่ใช้จังหวะเร็วและพลังงานสูง เราก็จะสัมผัสได้ถึงความสนุกและตื่นเต้นโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ เพิ่มเติม เพลงประกอบคือรากฐานของเอกลักษณ์แบรนด์ เรามองว่าเพลงประกอบโฆษณาที่ดีต้องสอดคล้องกับบุคลิกของแบรนด์ ไม่ใช่เพียงเพราะมันฟังเพราะ แต่เพราะมันสื่อสารตัวตนของแบรนด์ได้ชัดเจนและสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังมักใช้ดนตรีจังหวะเร็ว เสียงกลองและกีตาร์ไฟฟ้าที่กระตุ้นพลัง ขณะที่แบรนด์สปาหรือสกินแคร์อาจใช้เสียงเครื่องสายและซินธ์นุ่มๆ เพื่อสร้างความผ่อนคลาย การเลือกสไตล์เพลงให้ตรงกับแบรนด์จึงเป็นการสร้าง “ภาษาทางเสียง” ที่ผู้ฟังจะจำได้แม้ไม่ได้เห็นโลโก้หรือข้อความ เพลงประกอบที่ดีคือการลงทุนระยะยาว โฆษณาหลายชิ้นสร้างเพลงประกอบขึ้นมาเพียงครั้งเดียว แล้วใช้ซ้ำในหลายเวอร์ชันและหลายช่องทาง สิ่งนี้สร้างความคุ้นเคยและช่วยให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง เรามักยกตัวอย่างเคสของ...

เทรนด์เสียงปี 2026: ธุรกิจต้อง “ใช้เสียงแบบไหน” ถึงจะอยู่รอด?

เทรนด์เสียงปี 2026: ธุรกิจต้อง “ใช้เสียงแบบไหน” ถึงจะอยู่รอด?

ปี 2026 มาถึงแล้ว และสิ่งหนึ่งที่พวกเราสังเกตเห็นชัดเจนจากการทำงานกับหลายแบรนด์ คือ “เสียง” ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบเสริมอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่ขาดไม่ได้ เสียงของแบรนด์ไม่ว่าจะมาจากโฆษณา เพลงประกอบคอนเทนต์ พอดแคสต์ หรือแม้แต่เสียงสั้น ๆ บน TikTok ล้วนมีพลังมากพอที่จะ “เปลี่ยนความรู้สึกของผู้ฟัง” ได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่เทรนด์เสียงในปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความไพเราะ” หรือ “ความไวรัล” เท่านั้น มันคือเรื่องของ ความเข้าใจคนฟัง และการทำให้เสียงสื่อสารตัวตนของแบรนด์ได้อย่างลึกซึ้งขึ้น จากประสบการณ์ของเราในการออกแบบเสียงให้กับหลายธุรกิจ ทั้งองค์กรใหญ่ แบรนด์ SME และ start-up เราขอสรุป 5 เทรนด์เสียงสำคัญในปี 2026 ที่ธุรกิจควรรู้ (และเริ่มทำ) ถ้าอยากอยู่ในใจผู้คนในปีนี้ 1....

TikTok, YouTube Shorts, Ads ทำไมทุกแพลตฟอร์มต้องมี “เสียงแบรนด์”?

TikTok, YouTube Shorts, Ads ทำไมทุกแพลตฟอร์มต้องมี “เสียงแบรนด์”?

สมัยก่อน เวลาพูดถึง “แบรนด์” ภาพที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นโลโก้ สโลแกน หรือสีประจำแบรนด์ แต่ทุกวันนี้ในยุคที่คน “ฟัง” มากพอ ๆ กับ “ดู” เรากลับเห็นบางแบรนด์ที่ดังขึ้นมาโดยแทบไม่ต้องเห็นภาพ เพราะเขามี “เสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์ และฟังปุ๊บ รู้ปั๊บว่านี่คือใคร เรากำลังพูดถึง เสียงแบรนด์ (Brand Sound หรือ Sonic Branding) ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในอาวุธลับที่แบรนด์ทั่วโลกหันมาใช้อย่างจริงจัง และแพลตฟอร์มที่ผลักดันเรื่องนี้แรงที่สุดก็คือ TikTok, YouTube Shorts และโฆษณาทุกรูปแบบบนโลกออนไลน์ เพราะอะไรเสียงถึงสำคัญขึ้นขนาดนี้? 1. เพราะคอนเทนต์ยุคนี้ “สั้น” และ “ไว” มาก เมื่อคนใช้เวลาเฉลี่ยไม่กี่วินาทีในการตัดสินใจว่า จะดูต่อหรือเลื่อนผ่าน...

จากเสียงเปล่าๆ สู่เพลงขายได้จริง เราทำงานยังไง?

จากเสียงเปล่าๆ สู่เพลงขายได้จริง เราทำงานยังไง?

บางครั้งลูกค้ามาหาเราพร้อมโจทย์สั้น ๆ “อยากได้เพลงสำหรับขายของหน่อย” แต่สิ่งที่พวกเราเห็นไม่ใช่แค่การทำเพลงเพื่อให้คนจำได้ชั่วคราว เราเห็นโอกาสในการสร้าง เสียงที่ขายได้ และอยู่ในหัวคนฟังไปนานกว่านั้น เพราะ “เพลงขายของ” สำหรับเรามันไม่ใช่แค่ดนตรีที่ติดหู แต่ต้องเป็นเสียงที่สื่อสารคาแรกเตอร์ของแบรนด์ และขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าได้จริง เราเริ่มต้นจากการฟัง ไม่ใช่จากการเล่น ทุกงานที่เข้ามา เราจะใช้เวลากับลูกค้าเพื่อ “ฟัง” ให้เยอะที่สุด ไม่ใช่แค่ฟังว่าอยากได้เพลงแบบไหน แต่เราฟังเป้าหมาย ฟังความตั้งใจ ฟังกลุ่มเป้าหมายที่เขาอยากพูดด้วย และฟังว่าเสียงแบบไหนที่ยังไม่มีใครในตลาดนี้ใช้ เพราะเสียงที่ดีต้องไม่ใช่เสียงที่ซ้ำใคร พวกเราทำความเข้าใจก่อนว่า แบรนด์นี้ยืนอยู่ตรงไหนในตลาด กลุ่มลูกค้าฟังเพลงแบบไหน จุดไหนที่คู่แข่งยังไม่กล้าใช้เสียง และมี “ช่องว่าง” อะไรที่เราสามารถใส่ความเป็นศิลปะลงไปโดยไม่ลดทอนความเข้าใจง่าย จากนั้นพวกเราจึงค่อยเริ่มวางแผนการแต่งเพลง ว่าควรใช้เมโลดี้แบบไหน คีย์อะไร เครื่องดนตรีอะไร และจังหวะอย่างไรให้คนฟังรู้สึกเชื่อมโยงมากที่สุด เสียงที่ขายได้จริง ต้องพูดกับคนให้เป็น เราเคยทำงานกับแบรนด์หนึ่งที่อยากได้เพลงเปิดคลิปรีวิวสินค้า ฟังผ่าน...

ベリーキャットサウンド ©2014 Copyright. All Rights Reserved.