Uncategorized

8 ข้อได้เปรียบของการทำเพลงในวัย 30,40+

8 ข้อได้เปรียบของการทำเพลงในวัย 30,40+

8 ข้อได้เปรียบของการทำเพลงวัย 30 , 40+ หลายคนอาจเคยคิดว่าช่วงพีคไทม์ของการเป็นศิลปินต้องอยู่ในช่วงวัยรุ่นเท่านั้น พอเข้าสู่วัย 30 – 40+ ก็เริ่มคิดว่าลังเลว่า มันช้าไปแล้วสำหรับทำเพลง วันนี้ Verycat อยากเล่าข้อได้เปรียบของการทำเพลงวัย 30 – 40+ ให้ทุกคนได้ฟัง และเชื่อว่าความสำเร็จไม่มีคำว่าสายครับ ข้อมูลส่วนหนึ่งเราสรุปมาจากช่อง YouTube Neighborhood Art Supply ผสมผสานกับมุมมองจากประสบการณ์ของ Verycat  จนกลายเป็น 8 ข้อได้เปรียบของการทำเพลง 30 , 40+ มีดังนี้ ในยุคที่เพลงล้นตลาด สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เพลงโดดเด่นจนคนหยุดฟังได้คือเรื่องราว ในวัย 30 – 40+...

คุณทำเพลงด้วยพลังบวก หรือ ลบ?

คุณทำเพลงด้วยพลังบวก หรือ ลบ?

คุณทำเพลงด้วยพลังบวกหรือพลังลบ ? เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมบางเพลงถึงดิ่งลึกจนเราน้ำตาซึม หรือบางเพลงกลับเติมพลังใจให้เราอยากลุกขึ้นมาสู้ต่อ ทั้งหมดอาจไม่ได้เริ่มจากดนตรีหรือคำร้อง แต่เริ่มจาก “พลังงาน” ของคนทำเพลงที่เอามาใช้สร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งแบ่งได้เป็นพลังบวกและพลังลบ วันนี้อยากชวนมาสำรวจตัวเองดูว่าเราใช้พลังบวกหรือลบในการทำเพลง พลังลบคือการเอาความผิดหวัง เจ็บปวด หรือความรู้สึกด้านลบกับชีวิต มาระบายออกผ่านงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานวาด หรือโดยเฉพาะงานเพลง การหยิบเอา “พลังลบ” มาเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิด แถมบ่อยครั้งมันยังสร้างผลลัพธ์จนได้การตอบรับที่ดีด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ บีโธเฟน (Beethoven) เพลงซิมโฟนีหลายบทของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ความเศร้า และการระเบิดอารมณ์ที่รุนแรง พลังลบเหล่านั้นถูกนำมาใช้ในการสร้างสรรค์เพลงจนกลายเป็นผลงานระดับ Masterpiece ที่สะกดคนฟังได้ทั่วโลก ในทางกลับกัน เราไม่จำเป็นต้องรอให้เศร้าถึงจะสร้างงานได้ การใช้ “พลังบวก” คือการหยิบเอาความรู้สึกสบายใจ บรรยากาศที่ดี หรือความต้องการที่จะส่งต่อกำลังใจและความรักที่สวยงามมาเป็นตัวตั้งต้น ตัวอย่างศิลปินไทยที่เป็นไอคอนของการใช้พลังบวก คือ...

อยากให้แบรนด์คุณ ‘พูด’ ได้? เริ่มต้นด้วยเสียงที่ใช่

อยากให้แบรนด์คุณ ‘พูด’ ได้? เริ่มต้นด้วยเสียงที่ใช่

ในยุคที่ทุกอย่างแข่งขันกันเพื่อช่วงชิงความสนใจของผู้คน แบรนด์ไม่ได้แข่งกันแค่ภาพลักษณ์หรือข้อความอีกต่อไป แต่แข่งกันในเรื่อง “เสียง” ด้วย เราพบว่าหลายธุรกิจยังมองข้ามพลังของเสียง ทั้งที่เสียงสามารถสร้างความรู้สึก สร้างความจำ และกระตุ้นการตัดสินใจได้อย่างมหาศาล เสียงของแบรนด์ไม่ใช่แค่เพลงประกอบโฆษณาหรือเสียงประกาศในร้าน แต่มันคือเอกลักษณ์ที่บอกตัวตนของธุรกิจ เหมือนกับโลโก้ที่เราเห็นด้วยตา เพียงแต่เปลี่ยนเป็นสิ่งที่เราฟังด้วยหู ยิ่งถ้าแบรนด์สามารถสื่อสารผ่านเสียงได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ก็เหมือนมีอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยสร้างความผูกพันกับลูกค้าโดยไม่ต้องพึ่งภาพเพียงอย่างเดียว เสียงคือภาษาที่รวดเร็วที่สุด งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่า สมองมนุษย์ใช้เวลาเพียงเศษวินาทีในการตีความเสียง และเสียงสามารถกระตุ้นอารมณ์ได้เร็วกว่าภาพหรือข้อความ นั่นหมายความว่าเสียงที่เลือกอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ฟัง “รู้สึก” กับแบรนด์ทันที แม้ยังไม่เห็นภาพหรือข้อความใดๆ ตัวอย่างชัดเจนคือเสียงเปิดโลโก้ของ Netflix ที่มีเพียงสองจังหวะสั้นๆ แต่ทำให้เรานึกถึงความบันเทิงคุณภาพ หรือเสียงแจ้งเตือนจาก Apple ที่แม้จะเป็นเพียงโน้ตไม่กี่ตัว แต่ก็สร้างความคุ้นเคยและเชื่อมโยงกับความทันสมัยและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในบางครั้งการสื่อสารด้วยเสียงอาจเข้าถึงหัวใจของผู้ฟังได้เร็วกว่าการเล่าเรื่องยาวๆ เพราะเสียงทำหน้าที่เหมือนปุ่มลัดทางอารมณ์ เลือกเสียงให้ตรงกับตัวตนของแบรนด์ เรามักจะแนะนำให้เริ่มจากการตอบคำถามง่ายๆ ว่า แบรนด์ของเรามีบุคลิกแบบไหน เป็นมิตร...

ข่าวสารสมาชิกเดือน ธ.ค. ปี 2025 มีอะไรให้เรียนบ้าง? พร้อมกติกาแลกคอร์สเรียน!

ข่าวสารสมาชิกเดือน ธ.ค. ปี 2025 มีอะไรให้เรียนบ้าง? พร้อมกติกาแลกคอร์สเรียน!

ข่าวสาร Membership เดือนธันวาคม ปี 2025 อัปเดตบทเรียนประจำเดือนธันวาคม ปี 2025 ใน REAL PRODUCER PASS จะมีอะไรให้เรียนบ้าง ระบบแลกคอร์สที่จะเปิดให้แลกในปลายปี และข่าวสารน่าสนใจจาก Verycatsound มาเล่าให้ฟังกันครับ สำหรับใครที่ยังไม่รู้เรื่อง REAL PRODUCER PASS เลย เรามีแบ่งเป็นเลเวลาต่าง ๆ แต่ละระดับก็จะได้สิทธิ REAL PRODUCER PASS สำหรับเรียนวิชาต่าง ๆ ดังนี้ REAL PRODUCER PASS จะช่วยให้สมาชิกสามารถเรียนคอร์สวิชาต่าง ๆ เพื่อสะสมความรู้ได้ ในเดือนธันวาคม ปี 2025...

เสียงแบบไหนเหมาะกับสินค้าและบริการของคุณ?

ทุกแบรนด์ล้วนมี “เสียง” ของตัวเอง แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้สังเกตอย่างชัดเจน แต่ทุกครั้งที่เราได้ยินโฆษณา เพลงประกอบ หรือแม้แต่เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชัน เสียงเหล่านี้คือสิ่งที่สร้างภาพลักษณ์และบุคลิกให้กับสินค้าและบริการ พวกเราเชื่อว่าการเลือกเสียงที่เหมาะสมไม่ใช่แค่รายละเอียดเล็กๆ แต่เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างการจดจำและความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ในระยะยาว ทำไมเสียงจึงสำคัญกับการตลาด? เสียงสามารถกระตุ้นอารมณ์ได้รวดเร็วกว่าองค์ประกอบทางการตลาดหลายอย่าง งานวิจัยทางด้านประสาทวิทยาพบว่า สมองของเราสามารถตอบสนองต่อเสียงได้โดยไม่ต้องผ่านการคิดเชิงเหตุผลมากนัก ซึ่งหมายความว่าเพียงไม่กี่วินาที เสียงก็สามารถทำให้ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่น สนุก ตื่นเต้น หรือผ่อนคลายได้แล้ว ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เสียงดนตรีแจ้งเตือนของบางแอปพลิเคชันที่เมื่อได้ยินแล้วเรารู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์อะไร เสียงที่ต่างกัน สร้างความรู้สึกที่ต่างออกไป สินค้าเพื่อความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ แบรนด์ด้านการเงิน ประกัน หรือการแพทย์ มักเลือกใช้เสียงที่ฟังดูหนักแน่น ชัดเจน และจังหวะไม่เร่งรีบ เพื่อสร้างความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย สินค้าเพื่อความสนุกและไลฟ์สไตล์ สินค้ากลุ่มแฟชั่น เครื่องดื่ม หรือบริการออนไลน์ มักใช้เสียงที่มีจังหวะสดใส เบา และทันสมัย เพื่อเชื่อมโยงกับความเป็นตัวตนของกลุ่มเป้าหมาย...

อยากให้แบรนด์คุณ ‘พูด’ ได้? เริ่มต้นด้วยเสียงที่ใช่

ในยุคที่ทุกอย่างแข่งขันกันเพื่อช่วงชิงความสนใจของผู้คน แบรนด์ไม่ได้แข่งกันแค่ภาพลักษณ์หรือข้อความอีกต่อไป แต่แข่งกันในเรื่อง “เสียง” ด้วย เราพบว่าหลายธุรกิจยังมองข้ามพลังของเสียง ทั้งที่เสียงสามารถสร้างความรู้สึก สร้างความจำ และกระตุ้นการตัดสินใจได้อย่างมหาศาล เสียงของแบรนด์ไม่ใช่แค่เพลงประกอบโฆษณาหรือเสียงประกาศในร้าน แต่มันคือเอกลักษณ์ที่บอกตัวตนของธุรกิจ เหมือนกับโลโก้ที่เราเห็นด้วยตา เพียงแต่เปลี่ยนเป็นสิ่งที่เราฟังด้วยหู ยิ่งถ้าแบรนด์สามารถสื่อสารผ่านเสียงได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ก็เหมือนมีอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยสร้างความผูกพันกับลูกค้าโดยไม่ต้องพึ่งภาพเพียงอย่างเดียว เสียงคือภาษาที่รวดเร็วที่สุด งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่า สมองมนุษย์ใช้เวลาเพียงเศษวินาทีในการตีความเสียง และเสียงสามารถกระตุ้นอารมณ์ได้เร็วกว่าภาพหรือข้อความ นั่นหมายความว่าเสียงที่เลือกอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ฟัง “รู้สึก” กับแบรนด์ทันที แม้ยังไม่เห็นภาพหรือข้อความใดๆ ตัวอย่างชัดเจนคือเสียงเปิดโลโก้ของ Netflix ที่มีเพียงสองจังหวะสั้นๆ แต่ทำให้เรานึกถึงความบันเทิงคุณภาพ หรือเสียงแจ้งเตือนจาก Apple ที่แม้จะเป็นเพียงโน้ตไม่กี่ตัว แต่ก็สร้างความคุ้นเคยและเชื่อมโยงกับความทันสมัยและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในบางครั้งการสื่อสารด้วยเสียงอาจเข้าถึงหัวใจของผู้ฟังได้เร็วกว่าการเล่าเรื่องยาวๆ เพราะเสียงทำหน้าที่เหมือนปุ่มลัดทางอารมณ์ เลือกเสียงให้ตรงกับตัวตนของแบรนด์ เรามักจะแนะนำให้เริ่มจากการตอบคำถามง่ายๆ ว่า แบรนด์ของเรามีบุคลิกแบบไหน เป็นมิตร...

 เทรนด์เสียงปี 2025: ธุรกิจต้อง “ใช้เสียงแบบไหน” ถึงจะอยู่รอด?

สิ่งหนึ่งที่พวกเราสังเกตเห็นชัดเจนจากการทำงานกับหลายแบรนด์ คือ “เสียง” ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบเสริมอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่ขาดไม่ได้ เสียงของแบรนด์ไม่ว่าจะมาจากโฆษณา เพลงประกอบคอนเทนต์ พอดแคสต์ หรือแม้แต่เสียงสั้น ๆ บน TikTok ล้วนมีพลังมากพอที่จะ “เปลี่ยนความรู้สึกของผู้ฟัง” ได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่เทรนด์เสียงในปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความไพเราะ” หรือ “ความไวรัล” เท่านั้น มันคือเรื่องของ ความเข้าใจคนฟัง และการทำให้เสียงสื่อสารตัวตนของแบรนด์ได้อย่างลึกซึ้งขึ้น จากประสบการณ์ของเราในการออกแบบเสียงให้กับหลายธุรกิจ ทั้งองค์กรใหญ่ แบรนด์ SME และ start-up เราขอสรุป 5 เทรนด์เสียงสำคัญในปี 2025 ที่ธุรกิจควรรู้ (และเริ่มทำ) ถ้าอยากอยู่ในใจผู้คนในปีนี้ 1. เสียงที่ “จริงใจ” มากกว่า...

 5 ไอเดียใช้ ‘เสียง’ ขยายแบรนด์ให้ดังขึ้นกว่าคู่แข่ง

เสียงคือภาษาที่มองไม่เห็น แต่เมื่อใช้ถูกจังหวะ มันสามารถกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดของแบรนด์ ที่ผ่านมา พวกเรามีโอกาสได้ร่วมออกแบบ “เสียงของแบรนด์” ให้กับองค์กรหลากหลายระดับ และยิ่งทำงานมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเห็นชัดว่า แบรนด์ที่มีตัวตนด้านเสียงชัดเจน มักเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจคนได้นานกว่า และสื่อสารคุณค่าแบรนด์ได้ชัดเจนกว่าคำพูดหรือภาพนิ่ง ในบทความนี้ พวกเราอยากชวนทุกคนมาดูว่า “เสียง” จะช่วยขยายแบรนด์ให้โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างไร ผ่าน 5 แนวทางที่ใช้ได้จริง และสามารถเริ่มต้นได้ทันที 1. สร้างซาวด์โลโก้ (Sonic Logo) ให้แบรนด์มีลายเซ็นทางเสียง โลโก้ภาพช่วยให้คน “มองเห็น” แบรนด์ แต่ซาวด์โลโก้คือสิ่งที่ทำให้คน “ได้ยิน” ตัวตนของแบรนด์โดยไม่ต้องพูดชื่อ พวกเราเคยออกแบบเสียงเปิดคลิปให้แบรนด์หนึ่ง โดยใช้แค่โน้ตไม่กี่ตัวพร้อมเสียงสังเคราะห์ที่สื่อถึงความล้ำสมัย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้าเริ่มจำแบรนด์ได้จากเสียงนี้ แม้ยังไม่เห็นภาพหรือโลโก้เลยด้วยซ้ำ เสียงสั้น ๆ ไม่กี่วินาที สามารถกลายเป็น...

Voice Over ต่างจาก Narration ยังไง? เลือกแบบไหนให้ตรงจุด

เวลาทำวิดีโอเพื่อสื่อสารแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นงานโฆษณา เปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือแนะนำองค์กร หนึ่งในองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ก็คือ “เสียงบรรยาย” ซึ่งหลายคนอาจคุ้นกับคำว่า Voice Over และ Narration บางทีก็ใช้แทนกันไปโดยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ทั้งสองแบบนี้ต่างกัน และส่งผลต่ออารมณ์ของวิดีโอโดยตรง พวกเราได้ร่วมทำเสียงให้กับหลายแบรนด์ ตั้งแต่โฆษณาที่ต้องการความรู้สึกเท่ หรู มีสไตล์ ไปจนถึงวิดีโอองค์กรที่ต้องการความน่าเชื่อถือและเข้าใจง่าย จึงอยากมาเล่าให้ฟังว่า Voice Over กับ Narration ต่างกันตรงไหน และเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของคุณที่สุด Voice Over เสียงที่เพิ่มอารมณ์ ไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมด Voice Over คือเสียงบรรยายที่ไม่ได้อธิบายทุกอย่าง แต่มักใช้สื่อสาร “ความรู้สึก” หรือ “ภาพจำ” ที่เราต้องการให้คนรู้สึกตาม...

เบื้องหลังการทำเพลงองค์กรแบบมืออาชีพให้บริษัทชั้นนำ

ถ้าเราพูดถึง “เพลงองค์กร” หลายคนอาจนึกถึงเพลงที่เปิดตอนเช้า หรือเพลงที่พนักงานร้องในวันประชุมใหญ่ แต่จริง ๆ แล้ว เพลงองค์กรที่ดีสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้นมากครับ พวกเราเคยมีโอกาสทำเพลงให้กับทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน ไปจนถึงบริษัทระดับประเทศ และสิ่งที่ค้นพบคือ… เพลงองค์กรไม่ใช่แค่เพลง แต่เป็นเครื่องมือวัฒนธรรมองค์กร ที่ทรงพลังมากกว่าที่หลายคนคิด วันนี้เลยอยากมาเล่าให้ฟังว่า เบื้องหลังของการทำเพลงองค์กรแบบมืออาชีพ เขาทำอะไรกันบ้าง? และทำไมแบรนด์ใหญ่ ๆ ถึงลงทุนกับ “เสียง” ที่ฟังแล้วอาจยาวไม่เกิน 3 นาทีนี้อย่างจริงจัง 1. เริ่มต้นจาก “ใจกลางขององค์กร” การทำเพลงองค์กรไม่ได้เริ่มจากดนตรีครับ แต่มันเริ่มจากคำถามที่ว่า… “หัวใจขององค์กรเราคืออะไร?” เรามักใช้เวลาสัมภาษณ์ทีมผู้บริหาร หัวหน้าทีม และพนักงานในระดับต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจแก่นของวัฒนธรรมองค์กรนั้นจริง ๆ บางที่เน้นความอบอุ่น บางที่เน้นความกล้าลุย บางที่คือการรวมพลังคนหลาย...

ベリーキャットサウンド ©2014 Copyright. All Rights Reserved.