เรียน Music Production ขั้นลึก จบแล้วได้อะไร?

เรียน Music Production ขั้นลึก จบแล้วได้อะไร?

Share via:

Krissaka Tankritwong

เรียน Music Production ขั้นลึก จบแล้วได้อะไร?

คำถามหนึ่งที่ผู้เรียนมักสงสัยอยู่เสมอคือ การเรียนทฤษฎีดนตรีนับร้อยชั่วโมงตั้งแต่พื้นฐานจนถึงขั้นสูง ให้ประโยชน์อะไรกับการทำงานจริงบ้าง วันนี้เราอยู่กับคุณโม่ นักเรียน Verycat Academy ที่สำเร็จการศึกษาเนื้อหาหลักทางดนตรี Level 1 ถึง Level 4 และเปลี่ยนสายงานจากด้านบริหารและไอที สู่การเป็นนักดนตรีบำบัดมืออาชีพ

โม่เริ่มต้นเรียนทำเพลงจากหลายแหล่ง สามารถใช้งาน DAWs และปลั๊กอินต่าง ๆ ในการขึ้นโครงสร้างเพลงได้อยู่แล้ว แต่ก็ยังพบกับกำแพงใหญ่ที่ทำให้ไปต่อไม่ได้ ซึ่งมีหลัก ๆ อยู่ 2 อย่าง หนึ่งคือ การติดอยู่ในกรอบเดิมที่เริ่มรู้สึกว่าดนตรีที่แต่งขึ้นมาเริ่มมีความซ้ำเดิม น่าเบื่อ และไม่สามารถคิดทางเดินฮาร์โมนี ที่ซับซ้อนหรือแตกต่างจากที่เคยทำได้ และสองคือ ไม่สามารถทำเพลงในแบบที่ต้องการได้ โดยเฉพาะโม่ที่อยากทำเพลงที่มีกลิ่นอายดนตรีญี่ปุ่น ซึ่งมีความซับซ้อนของคอร์ดและเมโลดี้สูง ความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอต่อการจะทำแบบนี้ได้

จากการเรียนอย่างจริงจัง โม่ได้ตกผลึกสิ่งสำคัญจากการเรียน โดยมองว่าทฤษฎีดนตรีมันไม่ได้เป็นแค่กฎเกณฑ์ที่เราต้องทำตามแบบแผน แต่มันเป็นภาษาสากลที่นำมาซึ่งอารมณ์ความรู้สึก เช่น คอร์ด Major 7th หรือโหมดทางดนตรีบางชนิด ที่เมื่อใครได้ฟังก็จะรู้สึกถึงความลอย ความโปร่ง หรือความสงบเหมือนกันทั่วโลก ที่เมื่อเราเข้าใจจนแตกฉาน เราจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนภาษาสากลนี้ให้เป็นลายมือเฉพาะตัว คล้าย ๆ การเรียนรู้ไวยากรณ์ (Grammar) และคลังคำศัพท์ ที่ในความหมายเดียวกัน ยังมีหลาย ๆ คำให้เราเลือกใช้ตามสถานการณ์ได้

การเรียนที่ Verycat คล้าย ๆ กับการเล่นเกมต่อสู้ ที่เลเวลแรก ๆ จะสอนให้เรากดท่าต่อสู้ง่าย ๆ แต่เลเวลสามและสี่ จะเปรียบเสมือนการใช้ท่าต่อสู้ที่หลากหลายหรือยากขึ้น และยังนำมาทำเป็นชุดคอมโบต่อเนื่องด้วย ผลักให้เรากล้าใช้คอร์ดขั้นสูง คอร์ดแจ๊ส หรือคอร์ดโครมาติก ทำให้รู้ทันทีว่าการเปลี่ยนคีย์หรือการใส่ความแปลกใหม่ทำอย่างไรจึงจะไม่ขัดหู สามารถทดลองท่าใหม่ ๆ มองข้ามความกลัวเรื่องสเกลที่หลากหลายไปได้

ในการเรียนยังเรียนควบคู่กับประวัติศาสตร์และแนวเพลง ที่ทำให้เราเข้าใจดนตรีในแต่ละยุค รู้ได้ว่าสิ่งนี้มันเคยมีคนทำมาก่อน หรือสิ่งไหนที่โหล เชย และตกผลึกได้ว่า เพลงที่จะประสบความสำเร็จในตลาด มักจะต้องมีองค์ประกอบที่คุ้นเคย ประมาณ 80–90% เพื่อให้คนฟังเข้าถึงง่าย แต่ต้องมี “น้ำจิ้มหรือกิมมิกใหม่” อีก 10–20% ที่แตกต่างและสร้างความน่าสนใจจนโดดเด่นขึ้นมา

เทคนิคที่อยากแชร์ อย่างแรกคือ Piano Sketch หรือการร่างโครงสร้างฮาร์โมนี มีทั้งคอร์ดและเมโลดี้ด้วยเปียโนตัวเดียว จะจะช่วยคัดกรองได้ทันทีว่า เพลงนี้เพราะด้วยตัวโน้ตจริงหรือไม่” ก่อนจะนำไปใส่การเรียบเรียงที่ซับซ้อน และสองคือการใช้ Voicing , Counter point , 4 part harmony การจัดวางตำแหน่งโน้ตในคอร์ด (Voicing) และการเดินไลน์ดนตรีหลายเส้นพร้อมกัน มีผลต่ออารมณ์เพลงอย่างมหาศาล ยิ่งในแนวเพลงที่มีความซับซ้อนสูงอย่าง Future Bass, K-Pop หรือ ดนตรีประกอบเกม/การ์ตูนญี่ปุ่น ความรู้เรื่องโครงสร้างฮาร์โมนีคือหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้

ซึ่งเมื่อเรียนรู้จนเข้าใจ จะมีผลต่อทัศนคติในการมิกซ์เสียงที่ทำให้เพลงดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย ไม่ได้คิดว่าต้องทำให้เสียงเป๊ะในทุกย่านเสมอไป แต่ให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกแรก หรือปล่อยให้เสียงมีความ ออร์แกนิก มากขึ้น

จากที่เรียนแล้ว หนึ่งในเป้าหมายของโม่คือการเอาความรู้มาประยุกต์ใช้ในดนตรีบำบัด ซึ่งต้องใช้ความละเมียดละไมของตัวโน้ตเป็นพิเศษ เช่น 

  • ผู้ป่วยในภาวะดิ่ง (Depressive Episode): สารเคมีในสมองและสภาวะจิตใจจะไวต่อสิ่งกระตุ้นมาก การใช้เสียงขัดเกลา (Dissonance) เพียงเล็กน้อย เช่น เสียง ไตรโทน (Tritone) หรือคอร์ด Minor บางชนิด อาจทำให้จิตใจรู้สึกเศร้าหรือรับไม่ได้
  • ดนตรีบำบัดแบบ Passive(ผู้ป่วยเป็นฝ่ายฟังอย่างเดียว): ต้องการดนตรีที่มีความกลมกลืน (Consonance) สูง คาดเดาได้ง่าย (Predictable) เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและให้จิตใจได้ผ่อนคลาย
  • การสร้างจุดเปลี่ยนทางอารมณ์ (Mood Lift): การสอดแทรกโน้ตเอกลักษณ์จาก Harmonic Minor ลงในฮาร์โมนีที่ผ่อนคลายอย่างถูกจังหวะ สามารถช่วยดึงสภาวะจิตใจของผู้ฟังให้รู้สึกเบิกบานขึ้นได้

การเรียนรู้ดนตรี ค่อย ๆ ไต่ระดับไปแต่ละเลเวล มันไม่ใช่การท่องจำสูตรเพื่อนำไปสอบ แต่คือการ “สะสมเครื่องมือและสร้างภาษาทางดนตรีของตัวเอง” จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเป้าหมายชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลงานในฐานะศิลปิน การแต่งดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เชิงซับซ้อน หรือการใช้ดนตรีเพื่อเยียวยาจิตใจผู้คน

เมื่อผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนเข้าใจโครงสร้างทั้งหมดแล้ว เราจะข้ามเรื่องการใช้ทฤษฎีดนตรีเป็นตัวนำให้ทำตามเท่านั้น แต่จะเลือกใช้ทฤษฎีดนตรี ตามความต้องการของเราเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นเอกลักษณ์และมีความหมายต่อทั้งตนเองและผู้ฟังได้อย่างแท้จริงครับ

สำหรับใครที่สนใจในการทำเพลงอยากเรียนรู้การทำเพลงอย่างมืออาชีพ เรามีหลักสูตร The Real Producer ที่รวบรวมเนื้อหาแบบตรงจุด ครบทุกประเด็นที่จำเป็นต่อการทำเพลง ช่วยให้คุณเป็นโปรดิวเซอร์ทำเพลงได้ทุกแนวอย่างแน่นอน หรือจะเริ่มต้นจากระบบ Membership ก่อนได้ ที่จุดคัดคอร์สคุณภาพที่สามารถเอาไปใช้ได้จริงหมุนเวียนมาให้ดูกันทุกเดือน

ใครที่มีความฝันในการทำเพลง และติดตามกันมาตลอด Verycatsound ขอขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนครับ


เราไม่ได้สอนให้คุณแค่ทำเป็น แต่สอนให้คุณเก่ง รู้ลึก รู้จริง
ถ้าคุณมีอาชีพโปรดิวเซอร์เป็นความฝัน มาคุยปรึกษากันได้ครับ
หากคุณสนใจการทำดนตรีจริงๆ แบบลึก จริงจัง คุณเลือกได้ ระหว่าง

1.
หลักสูตร The Real Producer
REAL / DEEP / EXCLUSIVE
“ลึกและตรงประเด็นที่สุดกับการทำเพลง”
เนื้อหาครอบคลุมทุกอย่างที่จำเป็นต่อการเป็นโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักทำดนตรี ในระดับมืออาชีพ
เล็งเห็นถึงความสำคัญของวิชาดนตรีแท้ๆ ที่เป็นรากฐานในการสร้างงานดนตรีที่มีคุณภาพทัดเทียมสากล
สนใจหลักสูตร หรือ และข้อมูลเพิ่มเติม ที่ link
► สอบถามหลักสูตร: LINE Official @verycatacademy
คลิก: https://line.me/ti/p/@verycatacademy
► ปรึกษา/นัดเวลา หรือขอ Demo เรียนฟรี! : http://mkt.verycatsound.academy/mf2
► โทร: 085-666-2425

2.
VERYCATSOUND Membership เริ่มต้นเส้นทางโปรดิวเซอร์ของคุณด้วยคลาสเรียน Exclusive รายเดือนในราคาที่เข้าถึงได้
► ดูรายละเอียดและสมัครเลย: https://verycatsound.com/join-member/

ติดต่อ
เรื่องเรียนทำเพลง ► LINE : @verycatacademy
จ้างทำเพลง ► LINE : @verycatsound

#musicproducer #musicproduction #musictherapy

Leave a Comment

ベリーキャットサウンド ©2014 Copyright. All Rights Reserved.