คนทำดนตรี คือคนบ้า ที่ถูกมองข้าม
ในอุตสาหกรรมดนตรี เครดิตและมูลค่าส่วนใหญ่มักจะถูกเทไปที่ “เนื้อร้อง” และ “ทำนองหลัก” (Vocal Melody) เสมอ ในขณะที่คนทำดนตรีหรือโปรดิวเซอร์กลับถูกมองเห็นน้อยมาก และคนที่จมหายไปในความมืดมิดที่สุดก็คือ Sound Engineer ที่คนฟังทั่วไปแทบไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าพวกเขาทำหน้าที่อะไรในเพลง วันนี้เราจะมาขยับขยี้เรื่องนี้ผ่านตัวเลขและความเป็นจริงในการทำงานกันครับ
ตัวเลขที่โชว์นี้เป็นตัวเลขที่คิดขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพกันง่าย ๆ หน่อยว่า แต่ละคนมองเพลงหนึ่งเพลงไม่เหมือนกัน โดยจะขอปรียบเทียบสัดส่วนความสำคัญขององค์ประกอบเพลงผ่าน 3 มุมมอง
คนฟังกลุ่มนี้ (ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในตลาด) จะมองเห็นโครงสร้างเพลงเป็นแบบนี้:
คนกลุ่มนี้จะเสพดนตรีแบบเป็นธรรมและไม่โรแมนติไซส์เนื้อร้องจนเกินไป:
แต่ในโลกความเป็นจริงของคนหลังบ้าน กว่าจะเสร็จออกมาเป็นเพลง 1 เพลง น้ำหนักความยากและเวลาที่ต้องปั้นงานจริง กลับถูกแบ่งไว้แบบนี้ครับ:
เมื่อเราเอาสัดส่วนการผลิตจริงมาเทียบกับผลตอบแทนในแต่ละตำแหน่ง เราอาจจะเห็นความประหลาดใจบางอย่าง เช่น หากเราเป็น Songwriter (แต่งทั้งเนื้อร้องและทำนองหลัก) หน้างานจริงคุณลงแรงไปประมาณ 40% ของเพลง แต่ในสายตาคนฟังกลุ่มแรก เครดิตและความยิ่งใหญ่ของคุณจะพุ่งทะยานไปถึง 80-90% ทันที ยิ่งในแง่ของกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยที่แบ่งเค้ก 100% ออกเป็นฝั่งเนื้อร้อง 50% และฝั่งทำนอง 50% (ซึ่งพาร์ทดนตรีมักถูกจับไปหารแบ่งในฝั่งทำนอง) ส่งผลให้ Songwriter คว้าค่าลิขสิทธิ์ไปเน้น ๆ ถึง 75% ในขณะที่คนทำดนตรี (Arranger/Producer) ที่ลงแรงปั้นงานไปถึง 40% กลับเหลือสัดส่วนลิขสิทธิ์ติดมืออยู่เพียง 25% เท่านั้น แถมในแง่ชื่อเสียงคนฟังทั่วไปก็เป็นที่รู้จักน้อยกว่าด้วย
แต่คนที่น่าเห็นใจที่สุดคือ Sound Engineer ที่ต้องรับผิดชอบความสมบูรณ์ของงานในสัดส่วน 20% สุดท้ายเพื่อให้เพลงเสร็จสมบูรณ์ระดับสากล แต่ในแง่ของกฎหมายลิขสิทธิ์งานสร้างสรรค์ พวกเขาได้ 0% (ได้รับเงินเป็นค่าจ้าง Job เท่านั้น) และในแง่ชื่อเสียงจากคนฟังทั่วไปก็คือ 0% เช่นกัน เพราะสถานะของพวกเขาถูกมองเป็นงานบริการเชิงเทคนิคมากกว่างานศิลปะ ทั้งที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงมาก
เม็ดเงินและเวลา กับ ต้นทุนที่ต่างกันลิบลับ
ที่เราเกริ่นกันไว้ว่าคนทำดนตรีนั้นมีความบ้า เพราะสะท้อนได้ผ่าน “ต้นทุนในการฝึกฝนอาชีพ” กว่าที่เราจะก้าวขึ้นมาเป็นนักแต่งเนื้อร้องหรือคิดทำนองหลักที่ใช้งานได้จริง (Songwriter) เราอาจจะใช้เวลาฝึกฝนสะสมชั่วโมงบินสัก 100 – 150 ชั่วโมง และลงทุนซื้ออุปกรณ์หรือคอร์สเรียนไม่เกิน 20,000 – 50,000 บาทก็สามารถเริ่มงานได้แล้ว
ฟังดูเหมือนมาก แต่ถ้าเทียบกับ คนทำดนตรี (Producer/Arranger) กว่าทักษะจะคมชัดจนทำเป็นอาชีพได้ เราต้องสังเวยเวลาชีวิตให้มันไม่ต่ำกว่า 1,000 ชั่วโมง (มากกว่าสายแรกเกือบ 10 เท่า) ส่วนเม็ดเงินค่าเรียนและค่าอุปกรณ์ทำเพลงต่าง ๆ บอกเลยว่าไม่มีทางต่ำกว่า 300,000 บาท ไปจนถึงหลักล้านบาท เช่นเดียวกับ Sound Engineer ที่แม้ชั่วโมงซ้อมอาจจะอยู่ที่ 200-300 ชั่วโมง แต่ต้นทุนค่าอุปกรณ์ทำห้อง ลำโพงมอนิเตอร์ หูฟัง และอุปกรณ์อคูสติกนั้นแพงมหาศาล
สรุปง่าย ๆ ถ้าอยากมองหาความคุ้มค่าในชีวิต ลงทุนน้อยแต่ได้ผลลัพธ์สูง ทั้งชื่อเสียงและลิขสิทธิ์ จงไปสาย Songwriter เพราะมันคือทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงโมเดลธุรกิจ แต่คนที่เลือกเดินสาย Producer หรือ Sound Engineer คือคนที่หาความคุ้มค่าไม่ได้เลยในจุดเริ่มต้น พวกเขาคือ “คนบ้าดนตรี” ของจริงที่ยอมเอาเงินและเวลาหลักแสนหลักล้านมาหมกมุ่นกับรายละเอียดคอร์ด สเกล และย่านเสียงที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
การมาถึงของ AI กับการแบ่งแยกสมรภูมิ
ในยุคปัจจุบันที่ AI เข้ามา Disrupt วงการดนตรี ฝั่งคนที่ได้เปรียบก็ยังคงเป็นกลุ่ม Songwriter อยู่ดี เพราะคนสายนี้โฟกัสที่เนื้อหาและทำนองร้องเป็นหลัก พอแต่งเสร็จเขาสามารถใช้ AI เจเนอเรตพาร์ทดนตรีออกมาให้จบงานได้อย่างรวดเร็วและฟูลฟิลความภูมิใจของเขาได้แล้ว ซึ่งมันช่วยเปิดโอกาสให้เกิด “วงการเพลง AI” แยกย่อยออกมาอีกหนึ่งตลาดอย่างชัดเจน
แต่สำหรับคนสาย Arranger/Producer จะไม่ได้รับความฟูลฟิลจากการใช้ AI เลย เพราะความภูมิใจของคนกลุ่มนี้คือการได้จัดสรรและควบคุมทุกตัวโน้ตดนตรีด้วยฝีมือตัวเอง ดังนั้น ต่อให้ AI จะพัฒนาไปไกลแค่ไหน คนทำดนตรีกลุ่มนี้ก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ใน “วงการเพลงปกติ” ที่ใช้มนุษย์คราฟต์งานอยู่ดี เพราะศิลปะคือสิ่งที่มนุษย์เราเต็มใจที่จะเผชิญความยากลำบากเพื่อแลกกับความภูมิใจ และคนฟังก็ยังคงต้องการเสพความพยายามและวินัยในการฝึกฝนของมนุษย์อยู่เสมอ ตลาดสองสายนี้จึงแยกออกจากกัน
อันนี้ก็เป็นความคิดเห็นในวงการเพลงนะครับ แต่ละคนก็อาจจะคิดไม่เหมือนกัน ซึ่งสุดท้ายนี้ ถ้าเราสำรวจตัวเองแล้วพบว่าชอบหมกมุ่นกับรายละเอียดของดนตรีมากกว่าเนื้อร้อง ยินดีด้วยครับ คุณคือหนึ่งในกลุ่มคนบ้าที่ถูกดนตรีเลือก มันเหมือนเป็นคำสาปที่คุณไม่ได้เลือกเอง แต่ดนตรีต่างหากที่สาปและเลือกให้คุณต้องเดินเส้นทางนี้ เส้นทางที่คนมองข้ามและไม่คุ้มค่าเงิน แต่อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเมื่อบารมีและฝีมือของเราสูงส่งขึ้น ความสุขความสำเร็จที่ยั่งยืนจะตามมาอย่างแน่นอนครับ
สำหรับใครที่อยากเรียนรู้การทำเพลงแบบเจาะลึก ตรงประเด็นที่สุด สามารถพบกันได้ในคลาส The Real Producer หรือถ้าอยากเริ่มต้นศึกษาเบื้องต้น สามารถสมัครเป็น Membership เพื่อดูรายละเอียดบทเรียนได้ทันที
ใครที่มีความฝันในการทำเพลง และติดตามกันมาตลอด Verycatsound ขอขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนครับ
เราไม่ได้สอนให้คุณแค่ทำเป็น แต่สอนให้คุณเก่ง รู้ลึก รู้จริง
ถ้าคุณมีอาชีพโปรดิวเซอร์เป็นความฝัน มาคุยปรึกษากันได้ครับ
หากคุณสนใจการทำดนตรีจริงๆ แบบลึก จริงจัง คุณเลือกได้ ระหว่าง
1.
หลักสูตร The Real Producer
REAL / DEEP / EXCLUSIVE
“ลึกและตรงประเด็นที่สุดกับการทำเพลง”
เนื้อหาครอบคลุมทุกอย่างที่จำเป็นต่อการเป็นโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักทำดนตรี ในระดับมืออาชีพ
เล็งเห็นถึงความสำคัญของวิชาดนตรีแท้ๆ ที่เป็นรากฐานในการสร้างงานดนตรีที่มีคุณภาพทัดเทียมสากล
สนใจหลักสูตร หรือ และข้อมูลเพิ่มเติม ที่ link
► สอบถามหลักสูตร: LINE Official @verycatacademy
คลิก: https://line.me/ti/p/@verycatacademy
► ปรึกษา/นัดเวลา หรือขอ Demo เรียนฟรี! : http://mkt.verycatsound.academy/mf2
► โทร: 085-666-2425
2.
VERYCATSOUND Membership เริ่มต้นเส้นทางโปรดิวเซอร์ของคุณด้วยคลาสเรียน Exclusive รายเดือนในราคาที่เข้าถึงได้
► ดูรายละเอียดและสมัครเลย: https://verycatsound.com/join-member/
ติดต่อ
เรื่องเรียนทำเพลง ► LINE : @verycatacademy
จ้างทำเพลง ► LINE : @verycatsound
#VeryCatSound #TheRealProducer #สอนทำเพลง #เรียนทำเพลง #musicproducer #songwriter #composer