เดี๋ยวนี้ใครก็สามารถแต่งเพลงได้ในไม่กี่นาทีด้วย AI ได้แล้ว แต่ถ้าใครสังเกต เพลงดังระดับโลกก็ยังสร้างสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์อยู่ดี หรือบางเพลงก็ผสมกันทั้งฝีมือมนุษย์และ AI ก็มี จะบอกว่าการแต่งเพลงในปี 2025 มีหลายรูปแบบมากครับ แต่ว่าก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป วันนี้เราจะมาพูดถึงการทำเพลง 4 รูปแบบ พร้อมบอกข้อดีข้อเสีย ใครจะเหมาะกับแบบไหนมาดูกัน
4 รูปแบบการทำเพลงที่แบ่งนี้ จะมีเกณฑ์วัดที่ช่วยให้เข้าใจและเห็นข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบง่าย ๆ ดังนี้
Fun / Pride: ★★★
นี่คือเส้นทางของศิลปินสายคราฟต์ สนุก ภูมิใจ และได้ควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะแต่งเนื้อร้อง ทำนอง หรือดีไซน์ดนตรีแบบที่ต้องการ
Budget: ★
ต้องลงทุนสูง ทั้งเวลาเรียนรู้ ค่าอุปกรณ์ ค่าโปรแกรมต่าง ๆ
Time: ★
ใช้เวลานานมาก โดยเฉพาะช่วงฝึกฝน กว่าจะทำได้ดีอาจกินเวลาหลายปี
Perfectionism: ★★★
เรากำหนดทุกโน้ต ทุกเสียง ทุกดีไซน์ จะจับวางโน้ตยังไง กำหนดจังหวะเพลง อารมณ์เพลง ในแต่ละท่อนก็ปรับได้ละเอียดตามต้องการ
Fun / Pride: ★
เราอาจจะมีส่วนร่วมในการออกไอเดีย หรือบอกความต้องการได้ก็จริง แต่ความสนุกหรือความภูมืใจในการคราฟต์ดนตรีเองก็จะหายไป
Budget: ★★
งบขึ้นอยู่กับงานที่ต้องการ เริ่มตั้งแต่หลักพันถ้าเป็ฯงานที่ไม่ใหญ่มาก ไปจนถึงหลักแสนเลยก็มี ถ้าอยากได้งานระดับโปร
Time: ★★
ประหยัดเวลาจากการไม่ต้องเรียนรู้และลงมือทำเองทุกขั้นตอนเอง
Perfectionism: ★★
ถ้าได้โปรดิวเซอร์เก่ง ๆ ก็สามารถคุย ปรับแก้ จนได้งานที่ตรงใจได้พอสมควร แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาอาจจะไม่ได้เข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัว หรือความต้องการของเราได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนการทำเอง
Fun / Pride: ★
หลายคนอาจจะมีความภูมิใจที่เราได้ทำเพลงเป็นจากการใส่ไอเดียลงไปใน prompt แต่ว่ามันไม่เหมือนกับการลงมือทำดนตรีเองด้วยความรู้ดนตรีเองจริง ๆ
Budget: ★★★
ประหยัดมาก บางแพลตฟอร์มฟรี หรือเสียเงินแค่เล็กน้อยเท่านั้น
Time: ★★★
เร็วมาก สามารถทำเพลงเสร็จได้ในไม่กี่นาที
Perfectionism: ★
เพลงอาจไม่ตรงใจ แม้จะเจนหลายรอบก็ยังขาดความเป็นมนุษย์ หรืออารมณ์เฉพาะที่เราต้องการ และปรับได้ไม่ละเอียดเท่ากับการทำเองหรือจ้างคนทำเพลงด้วย
Fun / Pride: ★★
เราอาจจะเลือกทำในส่วนที่เราทำได้ และใช้ AI มาช่วยในสิ่งที่เราไม่ถนัด เช่น ถนัดเฉพาะแต่งเนื้อร้องแลำทำนอง เราก็สามารถแต่งส่วนนี้เอง และจ้างทำดนตรีหรือใช้ AI ช่วยเรื่องดนตรีได้
Budget: ★★½
ควบคุมได้พอสมควร เราเลือกให้ความสำคัญและทุ่มงบได้มากขึ้น ส่วนไหนที่ไม่ต้องละเอียดก็อาจจะใช้ AI ซึ่งประหยัดงบกว่าทำเองทั้งหมด
Time: ★★½
ประหยัดเวลากว่าทำเองทั้งหมด แต่ก็ใช้เวลามากกว่า AI ล้วน
Perfectionism: ★★
ดีกว่าใช้ AI ล้วน เพราะสามารถโฟกัสในส่วนที่เราซีเรียสและต้องการความละเอียดตามต้องการได้ และให้มืออาชีพหรือ AI ช่วยปรับในส่วนที่เราไม่ถนัด ซึ่งเราสามารถบาลานซ์แต่ละส่วน จนสุดท้ายก็ได้งานแบบที่เราต้องการได้เหมือนกัน
ทั้ง 4 แบบนี้ เราสามารถเลือกใช้ได้หมด แต่ว่าจะเหมาะกับเราหรือไม่ขึ้นอยู่ว่าเราต้องการทำเพลงเพื่อเอาไปใช้ยังไง ถ้าอยากได้งานที่มีคุณภาพหน่อย การทำเองหรือจ้างทำเพลงก็อาจจะดีกว่าการใช้ AI ล้วน แต่ถ้าเราต้องการความเร็ว สนุกกับการใส่ไอเดียของเราไปนิดหน่อยแต่สามารถทำเป็นเพลงออกมาได้เลย การใช้ AI ก็อาจจะตอบโจทย์กว่า สุดท้ายมันไม่ได้มีแค่ว่าแบบไหนที่ดีหรือไม่ดีกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่าแบบไหนมันสนองความต้องการของเราได้มากกว่ากันครับ
สำหรับใครที่สนใจทำเพลง อยากเรียนทำเพลงระดับ producer มืออาชีพ สามารถติดต่อ Verycatacademy และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหลักสูตร The Real Producer เรามีเนื้อหาที่ช่วยให้คุณทำเพลงเป็นอาชีพได้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนครับ
หลักสูตร The Real Producer โดย VERY CAT SOUND
“ลึกและตรงประเด็นกับการทำเพลงที่สุด”
.
► ปรึกษา / ขอ Demo เรียนฟรี (แนะนำ):
คลิกทำแบบสอบถามเพื่อนัดเวลา
http://mkt.verycatsound.academy/mf2
.
► คุยกับแอดมิน / ดูรายละเอียดคอร์สทาง LINE:
คลิกแอดเลย: [ https://line.me/ti/p/@verycatacademy ]
(หรือแอด ID: @verycatacademy)
.
จ้างทำเพลง LINE: @verycatsound
โทร: 085-666-2425
#VeryCatSound #TheRealProducer #สอนทำเพลง #เรียนทำเพลง #โปรดิวเซอร์ #aimusic #ai #musicproducer